10 Marketing Trends ที่คุณต้องรู้สำหรับปี 2020

ปี 2019 กำลังจะผ่านไป เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะมองไปข้างหน้าว่าเราจะไปทางไหน และ Marketing Trends จะมีแนวโน้มอย่างไรบ้างในปี 2020 บทความนี้ เราจะเจาะลึกในรายละเอียดของแต่ละเทรนด์ที่น่าสนใจกัน

          เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่าวรวดเร็ว ดังนั้นบางเทรนด์ในปี 2020 นี้ เราจะเห็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี และนอกจากนี้ยังมี เรื่องเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค ที่เกิดขึ้นก็จะดูว่าเป็นรูปแบบอัตโนมัติ และยังมีความต้องการทำให้การตลาดดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกด้วย

          โดยรวมแล้ว มาร์เก็ตติ้งเทรนด์ในปี 2020 จะขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี อย่างเช่น AI และ Data โดยจะโฟกัสไปที่ “ผู้คน” ไม่ใช่ที่ “เทคโนโลยี”

          โดยบทความนี้ได้เนื้อหาจากบุคคลระดับโลก เป็นวิทยากรคนสำคัญผู้เขียน The Content Formula และ CEO ของ Marketing Insider Group นั่นคือ Michael Brenner เขาเคยทำงานในตำแหน่งผู้นำด้านการขายและการตลาดให้กับแบรนด์ระดับโลกเช่น SAP และ Nielsen เขาได้รับการยอมรับจาก Huffington Post ว่าเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญทางธุรกิจและผู้มีอิทธิพลสูงสุดใน CMO โดย Forbes. เอาละครับลองไปติดตามทั้ง 10 เทรนด์ที่น่าสนใจกัน

1. Customer Experience (ประสบการณ์ผู้บริโภค)

       2020 จะเป็นปีของผู้บริโภค เราจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความเชื่อ ว่าแท้จริงแล้วมาร์เก็ตติ้งคืออะไร ซึ่งมันก็นานมากแล้วที่พวกเราพยายามที่จะโน้มน้าวให้ผู้คนเกิดการซื้อสินค้า หรือใช้บริการกับบริษัทของคุณ โดยปี 2020 นี้ ความสำคัญหลักจะถูกย้ายไปโฟกัสที่ประสบการณ์ของผู้บริโภค ที่จะช่วยรักษาให้ผู้บริโภคกลับมาใช้บริการอีกครั้ง คือเมื่อคุณโฟกัสกับการสร้างธุรกิจไปในเชิงบวก และบริการที่ดีเยี่ยมแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นการทำมาร์เก็ตติงไปในตัว
       การเติบโตของคอนเทนต์ออนไลน์ทำให้ผู้บริโภคมีความสำคัญมากขึ้น เพราะพวกเค้าจะทนดูอะไรที่เกี่ยวกับการเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าไม่ค่อยได้นาน พวกเค้าจะไม่รอให้คุณมาบอกว่าสินค้ามันเยี่ยมแค่ไหน แค่พวกเค้าเลือกที่จะออกไปเสิร์จหาข้อมูลด้วยตนเองมากกว่า ดังนั้นคุณต้องให้อะไรพวกเค้ามากกว่าข้อมูลของสินค้า
       Customer Experience (ประสบการณ์ผู้บริโภค) ได้กลายเป็นคำที่อยู่ดีๆก็ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนที่ในวงการของมาร์เก็ตติ้ง แต่คำนี้ไม่ใช่คำที่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะ 73% ของผู้คนต่างพูดกันว่า Customer Experience (ประสบการณ์ผู้บริโภค) เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญว่ามันเป็นตัวหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค แต่ปัจจุบันมีเพียงแค่ 49% เท่านั้นที่บอกว่าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการเพราะบริษัทให้ประสบการณ์ที่ดีแก้พวกเค้า
       แล้วอะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับการสร้าง Customer Experiences (ประสบการณ์ผู้บริโภค) ที่ดีจริงๆหล่ะ? ประสิทธิภาพ, ความสะดวกสบาย, มีความรู้, การบริการที่เป็นมิตร และตัวเลือกในการจ่ายเงินที่ง่าย เป็นประสบการณ์ผู้บริโภคที่ผู้คนให้ความสำคัญ และให้คุณค่ามากที่สุด แต่ก็ยังต้องอยู่ในเกณฑ์การพิจารณาและขอบเขตของการทำการตลาดแบบดั้งเดิม คือ เทคโนโลยีปัจจุบัน, ตัวตนที่ชัดเจน, สามารถใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือได้ง่าย, ภาพลักษณ์แบรนด์ และการออกแบบประสบการณ์โดยรวม 

Main Source: https://www.pwc.com/us/en/advisory-services/publications/consumer-intelligence-series/pwc-consumer-intelligence-series-customer-experience.pdf

            หรือพูดอีกแบบหนึ่งว่าคุณต้องพิจารณาประสบการณ์ผู้บริโภคในทุกๆแง่มุมของการทำกลยุทธ์การตลาดของคุณ และนี่คือวิธีที่จะทำให้คุณสามารถให้ประสบการ์ที่แสนวิเศษแก่ผู้บริโภคได้ เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิม และดึงดูดผู้บริโภคใหม่ๆเข้ามา

2. Employee Engagement (การมีส่วนร่วมของพนักงาน)

            ถ้าประสิทธิภาพและการบริการที่เป็นมิตรคือหลักสำคัญของการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคที่ดีเยี่ยม แล้วจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบแน่นอนว่าต้อง เป็น “พนักงาน” ของคุณ

            การวิจัยการก่อนหน้านี้พบว่า 46% ของผู้บริโภคจะละทิ้งแบรนด์หากพนักงานไม่มีความรู้ และมีทัศนคติที่ไม่ดี และนี่คือข้อเท็จจริงอันดับหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลิกใช้บริการ

Main Source: https://www.pwc.com/us/en/advisory-services/publications/consumer-intelligence-series/pwc-consumer-intelligence-series-customer-experience.pdf

          พนักงานของคุณเปรียบเสมือนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับผู้บริโภคจึงเป็นกุญแจสำคัญในกลยุทธ์การตลาดของคุณ
          เมื่อคุณได้ให้ความสำคัญในการสร้างการบริการที่ดีเยี่ยมแก่ผู้บริโภค ภายใต้การทำงานของพนักงานของคุณ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าพนักงานเหล่านั้นมีความต้องการที่จะให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จมากเท่าที่คุณต้องการ
          กุญแจที่จะสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งของ Employee Engagement และทำให้ก้าวไปข้างหน้าคือ คุณต้องแน่ใจว่าพนักงานทุกคนของคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายของแบรนด์และคุณค่าของแบรนด์ไปในแบบเดียวกัน
          คุณไม่สามารถคาดหวังให้พนักงานของคุณใส่ใจผู้บริโภค ถ้าพวกเค้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ และไม่ได้มีความเชื่ออย่างแท้จริงเกี่ยวกับธุรกิจที่คุณทำอยู่ ดังนั้น การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของ Employee Engagement คือ ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา Customer Service

3. Visualization (การสร้างภาพ)

          ด้วยความนิยมของ Smart Sperkers และระบบค้นหาด้วยเสียง ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ในวันนี้ความคิดที่ว่าเนื้อหาที่ “อ่านได้ง่าย” มีความสำคัญมากกว่าภาพและดีไซน์ นั้น ถูกลดหย่อนลงไป
          ซึ่งมันก็ไม่ได้เกินจริงไปนัก เพราะในขณะที่ความก้าวหน้าของระบบสั่งการด้วยเสียงนั้นมีอิทธิพลกับการสร้างคอนเทนต์ในปัจจุบัน และในอนาคต แต่คุณก็ไม่ควรละเลยภาพของคอนเทนต์เช่นกัน
          งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้คนชอบคอนเทนต์แบบภาพ มากกว่า Text จะเห็นได้จากการเติบโตของ Image-Focused Platforms อย่าง Pinterest และ Instagram เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดี

Main Source : https://venngage.com/blog/marketing-psychology/

          Google, Pinterest และ อีกหลายบริษัทได้ลงทุนกับเทคโนโลยีการค้นหาด้วยภาพ ตอนนี้บน Google มีคนใช้การค้นหาด้วยภาพอยู่ถึง 19% และ 62% กลุ่มคนในช่วง Millennials กล่าวว่าพวกเค้าสนใจเทคโนโลยีการค้นหาด้วยภาพมากกว่าเทคโนโลยีที่ออกใหม่มาทั้งหมด 

        ภาพสามารถทำให้เกิดการจดจำได้ง่ายกว่างานเขียน การเพิ่มข้อมูลที่เป็นภาพ, Infographics และวีดีโอ ลงไปในงานเขียนของคุณไม่ได้เพียงทำให้งานของคุณมีความน่าสนใจและน่าดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้รับสารสามารถรับและเข้าใจข้อความของคุณได้ดียิ่งขึ้นด้วย

4. Personalization

        การเพิ่มขึ้นของชุดข้อมูลและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นสร้างผลประทบใหญ่ให้กับการ Personalization และเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากแบรนด์
        วันนี้ผู้บริโภคได้รับข้อความการตลาดอย่างล้นหลามจากหลากหลายช่องทาง ทำให้การทำโฆษณาแบบเดิม ๆ นั้นไม่ได้ประสิทธิภาพเหมือนเดิมอีกต่อไป ดังนั้นแล้วอะไรคือคำตอบหล่ะ? การ Personailed ข้อความการตลาดนั้นทำให้การเชื่อมต่อที่แท้จริงระหว่างแบรนด์และตลาดเป้าหมาย
        Epsilon บริษัทเทคโนโลยีการตลาดชื่อดัง กล่าวว่า 80% ของผู้บริโภคบอกว่าพวกเค้ามีแนวโน้มที่จะใช้บริการกับแบรนด์ที่ให้ประสบการณ์แบบบุคคลมากกว่าแบรนด์ที่ประสบการณ์แบบภาพรวม

        ในปี 2002 ภาพยนตร์เรื่อง Minority Report ตัวละครที่ชื่อ John Anderton ที่แสดงโดย Tom Cruise มีชื่อเสียงอย่างมาจากโฆษณาที่มีการเรียกชื่อ John Anderton ในขณะที่เค้าเดินไปในเมือง เห็นได้ชัดว่านี่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ในเวลานั้น แต่ไม่เกินสองทศวรรษต่อมาในความเป็นจริง ก็เกือบจะทันกับการตลาดในจินตนาการเรื่องอนาคตของ Stephen Spielberg

      การทำการตลาดแบบบุคคลจะไม่จำกัดอีกต่อไปเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อแบบอัติโนมัติให้กับคนที่คุณอยากส่งจดหมายแจ้งข่าวไปให้ การก้าวหน้าของเทคโนโลยี อย่างเช่น AI รวมกับการเพิ่มขึ้นของชุดข้อมูล และข้อมูลเชิงลึกจากโซเชียลมีเดีย และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ทำให้เราสามารถทำคอนเทนต์ไปจนถึงดีไซน์สินค้า และทุกอย่าง ให้เป็นแบบเฉพาะเจาะจงตัวบุคคลได้อย่างง่ายดาย

5. Strategic Marketing Transformation

        เวลาที่คุณอ่านบทความเกี่ยวกับเทรนด์ที่กำลังจะมาถึง อย่างเช่นบทความนี้ มันเหมือนว่าทุกอย่างนั้นจะดูง่ายดายเพียงแค่คุณทำตามขั้นตอนอย่างดีที่สุด และใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
        แต่การตลาดสำหรับธุรกิจ กำลังซับซ้อนมากขึ้น สำหรับบริษัทที่อยากประสบความสำเร็จในปี 2020 พวกเค้าต้องคิดเกินกว่าแค่ว่าพวกเค้ากำลังทำอะไร และเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาที่ว่า ทำไมจึงทำธุรกิจนี้

        เป้าหมายและวัตถุประสงค์ทางการตลาดของคุณจะต้องไปในแนวทางเดียวกับเป้าหมายโดยรวมของธุรกิจคุณด้วย
        การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางการตลาด(Strategic Marketing Transformation) คือ คำที่ใช้อธิบายกระบวนการ เมื่อธุรกิจดำเนินการโดยไม่มีแผนการพัฒนาตลาดเชิงกลยุทธ์ โดยการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกระบวนการและขั้นตอน ทางธุรกิจพื้นฐาน 
        ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางการตลาด สามารถช่วยบริษัทให้พัฒนาการให้บริการและประสบการณ์แก่ผู้บริโภค ส่งเสริมในเรื่องของชื่อเสียง และการตระหนักรู้ในแบรนด์ และที่สำคัญ ยังช่วยเพิ่มรายรับและกำไรอีกด้วย
        ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ล้วนผ่านการรวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคออนไลน์ เผยแพร่คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และพัฒนาสื่อออนไลน์ที่พวกเขามีอยู่ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์พื้นฐานที่มีอิทธิพลกับทุกแผนกและพนักงานทุกคนภายในบริษัท ไม่ใช่เพียงแค่นักการตลาดเท่านั้น

        แผนการตลาดเชิงกลยุทธ์ของคุณ เป็นตัวกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะใช้เข้าถึงผู้บริโภครวมถึง คอนเทนต์ทางการตลาด , SEO , Email Marketing , Social Media , การโฆษณา และการตลาดแบบออฟไลน์ จากนั้นจึงทำการวางแผนว่าองค์กรจะมีส่วนร่วมไปกับกลยุทธ์นี้อย่างไร
        กลยุทธ์ทารตลาดไม่ได้เป็นเพียงความรับผิดชอบของหัวหน้านักการตลาด หรือ CMO เพียงคนเดียว การเปลี่ยนแปลงการตลาดเชิงกลยุทธ์ต้องเป็นไปทั้งองค์กร ต้องตระหนักถึงหลายสิ่ง เช่น แบรนด์ , ชื่อเสียงบริษัท , ความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และประสบการณ์ของผู้บริโภค คือสิ่งที่ต้องพิจารณาโดยรวมในทุกๆกิจกรรมของธุรกิจ

6. SERP Position Zero & Featured Snippets

        SEO ยังคงเป็นส่วนสำคัญของ digital marketing เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2020 แต่ตอนนี้เรามองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม SEO ในทศวรรษที่ผ่านมา
        การเติบโตของโทรศัพท์และการสั่งการค้นหาด้วยเสียง ทำให้ผู้คนเปลี่ยนวิธีการใช้งาน search engines ของพวกเค้า อย่างเช่น Google ที่เป็นอันดับหนึ่งใน Search Engine Result Pages หรือ SERPS ที่ปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายหลักพื้นฐานของธุรกิจคูรอีกต่อไป
        คุณอาจสังเกตเห็นว่าการค้นหาและพฤติกรรมการสืบค้นของคุณเปลี่ยนไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของ Google และความจริงที่ว่าคุณกำลังมองหาแหล่งที่ให้ข้อมูลได้เร็วที่สุดเมื่อคุณต้องการ
        Featured Snippets บน SERP หมายความว่าคุณไม่จำเป็นที่จะต้องคลิ๊กเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อรับข้อมูลข้อมูลที่คุณกำลังมองหาอีกต่อไป เพราะว่าข้อมูลเหล่านั้นขึ้นมาอยู่ในหน้าผลการค้นหาบน Google เรียบร้อยแล้ว

Featured snippets

        ข้อมูลบน SERP นี้อาจปรากฏขึ้นในตำแหน่งใดก็ได้ แต่ตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดนั่นก็คือ ตำแหน่งที่อยู่บนสุดของหน้าด้านบนของ Organic Listings และในตำแหน่งนี้ได้ถูกขนานนามว่า “Position Zero” หรือตำแหน่งศูนย์ บ่อยครั้งที่ข้อมูลในตำแหน่งนี้กลายเป็นข้อมูลเดียวที่ผู้ค้นหาจะดู ตำแหน่งนี้จึงเป็นตำแหน่งที่ทุกคนนั้นปรารถนา มากกว่า 60% ของการผลค้นหาโดย Google ปัจจุบันล้วนแต่เป็นผลการค้นหาของ Position Zero
        แบรนด์ต่าง ๆ ยังคงพยายามที่จะหาวิธีที่จะทำให้ตนเองกลายเป็น Position Zero ด้วยความแตกต่างทางเทคนิคการทำ SEO ถ้าหากคุณสามารถเป็นคนแรกในอุตสาหกรรมของคุณ ที่ได้ขึ้นไปในตำแหน่งนั้น คุณจะมีข้อได้เปรียบอย่างมากเหนือคู่แข่งของคุณ ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่าจะเห็นบริษัท SEO ที่มีการเสนอการให้บริการนี้มากขึ้นในปีหน้า และให้ความสนใจกับการเพิ่มประสิทธิภาพในเนื้อหาของคุณ

7. Voice Search

        การค้นหาด้วยเสียงไม่แสดงสัญญาณการชะลอตัวลงเลย และจะยังคงเป็นอิทธิพลสำคัญต่อวิธีการสร้างเนื้อหาและการทำการตลาดออนไลน์
        เราไม่ขอคาดการณ์แบบฟันธงว่า 50% ของการค้นหาจะถูกขับเคลื่อนไปด้วยเสียงในปี 2020 (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20% สถิติโดย Google) แต่จากสถิติที่เกิดขึ้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ ธุรกิจลำโพงอัจฉริยะกำลังเฟื่องฟู ประมาณ 1 ใน 4 ของครัวเรือนในสหรัฐในปัจจุบันเป็นของ Google Home , Amezon Echo หรือลำโพงอัจฉริยะอื่นๆ
ผู้บริโภคมีความคาดหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะสามารถใช้การค้นหาด้วยเสียงได้มากขึ้น 61% ของผู้ที่มีอายุระหว่าง 25-64 ปี ที่ใช้อุปกรณ์ที่มีระบบสั่งการด้วยเสียงอยู่แล้ว มีความตั้งใจที่จะใช้มันมากขึ้นในอนาคต ตามงานวิจัยของ PwC 

            การค้นหาด้วยเสียงนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ก็จริง แต่ยังคงสร้างโอกาสที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย “Branded Skills” คือตัวอย่างหนึ่งของโอกาสในการโฆษณาลำโพงอัจฉริยะที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เตกีล่าแบรนด์ Patròn คือตัวอย่างของบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากการใช้ branded skill ผู้ใช้ลำโพงอัจฉริยะสามารถขอให้ผู้ช่วยดิจิทัลของพวกเค้าว่า “ask Patròn for a cocktail recipe” นี่ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้และมองเห็นแบรนด์เพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่านผลการค้นหาอีกด้วย

        แม้ว่าแบรนด์ของคุณจะยังไม่พร้อมสำหรับการโฆษณาด้วยลำโพงอัจฉริยะก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่คุณควรทำ ก็คือ การปรับแต่งเนื้อหาให้รอบรับสำหรับการค้นด้วยเสียง ผู้ที่ใช้การค้นหาด้วยเสียงนั้นใช้การค้นหาที่แตกต่างกัน พวกเค้าใช้ข้อความการค้นหาที่ยาวขึ้น เป็นคำสั่งที่มีความเป็นบทสนทนามากขึ้น ดังนั้นจึงควรทำเนื้อหาให้หลากหลายเพื่อรองรับคำสั่งเหล่านั้น เช่นเดียวกันกับการสร้างคำตอบให้ตรงกับคำถามที่อาจจะเกิดขึ้น จะสามารถช่วยทำให้ผู้บริโภคมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการค้นหา นี่เป็นโบนัสเพิ่มเติมที่จะทำให้เนื้อหาของคุณมีโอกาสที่จะถูกหยิบขึ้นมาบน Featured Snippets หรือ Position Zero บน Google

8. AI-Based Automation

        ในปี 2020 จะกลายเป็นยุคของหุ่นยนต์?

         ก็อาจจะใช่ (แต่หวังว่ามันคงไม่เป็นเหมือนกับในหนังเรื่อง Terminator นะ)
        พวกเราได้เห็นการพัฒนาอย่างมากของ AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และหลาย ๆ ธุรกิจก็นำเอา AI และระบบอัตโนมัติมาช่วยในการทำการตลาด
        AI เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของการค้นหาด้วยเสียงและผู้ช่วยอัจฉริยะ แล้วยังทำให้เกิด Chatbot ขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็มีปรากฏให้เห็นมากขึ้นตามเว็บไซต์ต่างๆมากมาย 
        เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ ช่วยส่งเสริมงานการตลาดบางส่วนได้ ดังนั้นแบรนด์จึงสามารถให้ความสำคัญในส่วนของกลยุทธ์นี้ และสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคที่แสนวิเศษได้อย่างเต็มที่

        โปรดจำไว้ว่า ยังไงก็ตามมนุษย์ก็ยังคงมีความสำคัญในการทำการตลาด (อาจสำคัญมากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ) ดังนั้นให้คิดว่าเรานำเทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงการทำการตลาดของคุณ ไม่ใช่นำมาแทนที่มนุษย์
        การใช้ Big Data, การใช้ AI สนับสนุน และการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับผู้ชมและผู้บริโภค มันจึงเป็นการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคและข้อความทางการตลาดที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น

9. Focus on Customer Retention, Loyalty and Advocacy

        ลูกค้าที่มีความภักดีกับแบรนด์มีส่วนช่วยเพิ่มชื่อเสียง และการรับรู้ของแบรนด์คุณได้ เมื่อเค้าพูดถึงบริษัทหรือสินค้าของคุณกับเพื่อนและครอบครัวของพวกเค้า ลูกค้าที่มีความสุขกับสินค้าหรือบริการของคุณ จะเป็นเหมือน Brand Ambassadors และ Influencers ที่ยอดเยี่ยม (และฟรี!) ให้กับแบรนด์ของคุณ
        หลากหลายเทรนด์และเทคโนโลยีที่กล่าวถึงในข้างต้นเป็นประโยชน์และมีส่วนช่วยในการเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า ตัวอย่างเช่น การทำ Personalization จะถูกคาดหวังจากเหล่าลูกค้าเก่าของคุณ และมันจะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น ถ้าคุณจะปรับเปลี่ยนการสื่อสารให้ลูกค้าเก่าของคุณ เกิดปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณได้

10. Live Video

        อุตสาหกรรมการ Live Video คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 70 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2021 วีดีโอไลฟ์นั้นเป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้บริโภค และผู้คนนั้นใช้เวลาในการรับชมวีดีโอไลฟ์นานกว่าถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับวีดีโอทั่วไป
        วีดีโอเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการจะเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

Main Source: https://blog.hubspot.com/marketing/state-of-video-marketing-new-data

        ​เมื่อมีวีดีโอไลฟ์ มันทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีส่วนร่วมไปด้วย รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์นั้นได้ดีกว่าการนั่งดูวีดีโอแบบปกติ
        ​วีดีโอไลฟ์นั้นเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการดึงดูความสนใจของผู้ชมไม่ว่าจะเป็นทาง facebook หรือทาง Instagram ก็ตาม  วีดีโอประเภทไลฟ์สดนี้มันน่าดึงดูดใจสำหรับผู้ชมเนื่องจากพวกเค้ากลัวการ “FOMO” หรือ Fear of Missing Out หรือแปลเป็นไทยง่ายๆว่า การกลัวตกกระแสนั่นเอง เพราะว่าคุณจะไม่รู้เลยว่าเนื้อหาที่อยู่ไลฟ์สดนั้นอาจจะเป็นเนื้อหาที่คุณไม่สามารถหาที่ไหนได้แล้วก็ได้  หรือหมายความว่าคุณอาจจะเป็นคนแรกที่ได้รับข่าวสารใหม่ และข่าวสารที่น่าสนใจ ดังนั้นจึงทำให้คุณพลาดการไลฟ์สดไปไม่ได้เลย

เตรียมพร้อมสำหรับปี 2020

        ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เริ่มวางแผน Marketing Strategy ของปี 2020 ถ้าหากคุณยังไม่ได้เริ่มแล้วหล่ะก็ เมคชัวร์ว่าคุณจะเริ่มปีใหม่ไปกับเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น และค้นหาวิธีที่คุณจะทำให้มันบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้

        ผมไม่สามารถเรียกมันว่าเทรนด์ได้เต็มปาก แต่ Digital Marketing ในปี 2020 คาดว่าเทรนด์ส่วนใหญ่ก็ต้องดำเนินไปด้วยแนวทางการตลาดนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อจะประสบความสำเร็จคุณต้องมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง และต้องมีเนื้อหาคุณภาพในทุกช่องทางการตลาดของคุณ

Read more https://www.adsidea.net/10-marketing-trends-2020/